10 อันดับ Lamborghini ที่แพงที่สุดในโลก
1. Diablo GT 1
ผลิตปี 1990 – 2001 เครื่องยนต์ให้กำลัง543แรงม้าที่ 7100รอบ/นาที ซึ่งมีกำลังมากกว่ารุ่นก่อนหน้า20แรงม้า ทำให้เป็นที่น่าจับตามอง ท้องรถของ Lamborghini Diablo นั้นต่ำมาก มันไม่เหมะสำหรับออฟโรด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อแชสซิส ความยอดเยี่ยมที่สุดคือสามารถเร่งจาก0-96กม./ชม.ใน4วินาที ทำให้คนรักรถต้องมี ราคาประมาณ 1 ล้านดอลล่า2. Mansory Carbonado Apertos
สำนักแต่งรถชื่อดังจากเยอรมันอย่าง Mansory (แมนโซรี) ที่ได้นำเอาซุปเปอร์คาร์อย่าง Aventador Roadster (อเวนธาดอร์ โรสเตอร์) ไปโมดิฟายจนกระทั่งเป็น “ไฮเปอร์คาร์” ซึ่งมีชื่อว่า “Carbonado Apertos” หรือได้รับฉายาเพชรสีดำ “Black Diamond” ที่ว่ากันว่าเป็นราชาแห่งเพชรตามสีของตัวถัง โดยมีจำนวนการผลิตจำกัดเพียงแค่ 6 คันเท่านั้น โดยเครื่องยนต์ V12 ของ Lamboghimi ถูกโมดิฟายให้กลายเป็น เครื่อง V12 ทวิน-เทอร์โบ ที่มีแรงม้ามากถึง 1,233-แรงม้า ตีนต้น 2.6 วินาที และตีนปลายติดจรวด 380 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 2.6 วินาที และทะยาน ได้เต็มพิกัด 380 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส�าหรับราคา มันโซรี่เคาะไว้ที่เยอรมนี เริ่มต้น 1.3 ล้านยูโร (ประมาณ 50 ล้านบาท)3. Mansory Carbonado GT
รถจากสำนักแต่ง Mansory เช่นเดียวกัน โดยทำการโมดิฟาย Lamboghini Aventador LP1600-4 โดยติดตั้ง เทอร์โบชาร์ตเจอร์เข้ามา 6.5 ลิตร V12 ทวินเทอร์โบ 1600 แรงม้า ทำความเร็ว 0 – 100 ด้วยเวลา 2.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาของมันอยู่ที่ 2 ล้านดอลล่า
4. Pregunta Concept
ใครที่มีเงินในกระเป๋า 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว 60 ล้านบาทและต้องการซูเปอร์คาร์ที่หายากที่สุดในโลกสักคัน Lamborghini Pregunta คันนี้ถือเป็นซูเปอร์คาร์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะมีเพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น Lamborghini Pregunta (มาจากภาษาสเปนแปลว่า “คำถาม”) เป็นรถต้นแบบรุ่นสุดท้ายที่ค่ายซูเปอร์คาร์ตรากระทิงผลิตขึ้นก่อนถูกครอบครองกิจการโดย Audi เปิดตัวครั้งแรกที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ 1998 และ เจนีวา มอเตอร์โชว์ 1999 ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างท่วมท้น ดีไซน์ภายนอกได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบในยุค 1960 เครื่องยนต์เป็นบล็อก V12 ให้พละกำลังสูงสุดที่ 530 แรงม้า ทำท็อปสปีดได้ที่ 333 กม./ชม.5. Reventon Roadster
Reventon ซึ่งเป็นภาษาสเปนและบางคนอ่านออกเสียงว่า ‘เรเบนตัน’ เป็นชื่อของวัวกระทิงตัวดุที่ปลิดชีวิตของมาทาดอร์ชื่อดังอย่างเฟลิกซ์ กัซแมนในปี 1943 Reventon Roadster มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจาก Lamborghini Reventon Coupe ที่เคยได้เปิดตัวไปแล้วในงาน Frankfurt Motor Show คือ ยังคงรูปลักษณ์ของรถสไตล์เครื่องบินขับไล่ไว้อย่างเหนียวแน่น Reventon Roadster จะใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ให้กำลัง 650 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 660 นิวตัน-เมตร เครื่องยนต์ V12 ที่ทำด้วยอัลลอยทั้งบล็อคจะขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 จังหวะพร้อม paddle shift โดยใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายในเวลา 3.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นอยู่ที่ 340 กิโลเมตร/ชั่วโมง คาดว่าจะมีการผลิต Lamborghini Reventon Roadster ออกมาไม่เกิน 20 คันเท่านั้น ในราคาคันละประมาณ 65 ล้านบาท6. Aventador J
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน 2012 เจนีวา มอเตอร์โชว์ ในที่สุด Aventador เวอร์ชั่นไร้หลังคาก็ได้ผู้ครอบครองแล้ว โดยนักสะสมผู้ไม่เปิดเผยนามท่านนี้ควักกระเป๋าแลก Aventador J ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 2.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 84 ล้าน + เศษอีก 3 แสนกว่าบาท จุดกำเนิดของ Aventador J แบบหนึ่งเดียวในโลกคันนี้ค่อนข้างฉุกละหุกพอสมควร Mr. Filippo Perini ผู้ออกแบบทั้ง Aventador เวอร์ชั่นปกติ และเวอร์ชั่น J Perini ออกแบบโดยไม่มีคอนเซปท์ใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ สิ่งแรกที่เขาทำคือถอดหลังคา และโยนกระจกบังลมหน้าทั้งแผงทิ้งไปเสีย แล้วใส่กระจกบังลมเล็กๆ แบบซูเปอร์ไบค์เข้าไป โดยไม่สนว่ามันจะวิ่งได้ถูกต้องตามกฏหมายหรือเปล่า (นี่เป็นเหตุผลที่ผู้ขับ Aventador J จำเป็นต้องสวมหมวกกันน๊อค) จากนั้น Aventador J ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในเวลาราวๆ 6 สัปดาห์เท่านั้นเครื่องยนต์ยังคงเดิมเหมือนรุ่นพื้นฐาน คือ V12 สูบ ความจุ 6.5 ลิตร 700 แรงม้า ความเร็วสูงสุดกว่า 300 กม./ชม. พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถาวร7. Sesto Elemento
Sesto Elemento หรือที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Sixth Elemento หรือธาตุที่ 6 (ซึ่งบางกระแสระบุว่าเป็นความเกี่ยวกันกับคาร์บอนซึ่งเป็นธาตุลำดับที่ 6 ในตารางธาตุ) ได้รับการพัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นจากเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์ชั้นสูง โดยเฉพาะในเรื่องของการนำคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ในการผลิตโครงสร้างตัวถัง ชิ้นส่วนตัวถัง เพลาขับ และขิ้นส่วนของระบบช่วงล่าง จนทำให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบามากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดตัวซึ่งมีไซส์ใกล้เคียงกับสปอร์ตขนาดกลางอย่างกัลญาร์โด้ โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 999 กิโลกรัม หรือ 2,202 ปอนด์เท่านั้นเอง ในด้านสมรรถนะของการขับเคลื่อนมาจากเครื่องยนต์เบนซิน V10 ที่มีความจุ 5,200 ซีซีของกัลญาร์โด้ มีกำลังขับเคลื่อน 570 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 55.0 กก.-ม. ที่ 5,600 รอบ/นาที และเมื่อดูในแง่แรงม้าต่อน้ำหนักแล้ว ม้า 1 ตัวของ Sesto Elemento ต้องรับภาระเพียงแค่ 1.75 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นในเรื่องของสมรรถนะ...เร้าใจแน่นอน กับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 2.5 วินาทีเท่านั้น และความเร็วปลายเกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใต้รูปแบบของการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ว่ากันว่าโปรเจ็กต์นี้จะมีการผลิตออกขายแบบจำกัด และเพียงแค่ 10 คันเท่านั้น ใครที่สนใจเตรียมเงินกันเอาไว้ให้ดี เพราะค่าตัวไม่น่าจะธรรมดา ซึ่งแว่วออกมาว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 2.5 ล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษีแล้วก็ประมาณ 107 ล้านบาท8. Lamborghini Egoista
ในวาระของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งบริษัท ทางค่ายกระทิงเปลี่ยวแห่งเมืองโบโลญญ่า ได้ทีเด็ดเตรียมเอามาโชว์ในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งทีเด็ดที่ว่าคือ สปอร์ตที่นั่งเดี่ยวอย่างรุ่น อีโกอิสต้า (Egoista) ซึ่งตอนนี้ยังเป็นต้นแบบอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อีโคอิสต้า มากับตัวถังแบบที่นั่งเดี่ยว ซึ่งตอนแรกอาจจะคิดว่าเหมือนกับรถแข่ง F1 ซึ่งทางลัมบอร์กินีเคยเป็นผู้ให้การสนับสนุนเครื่องยนต์ในช่วงหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นออกแบบโดยอ้างอิงจากเครื่องบินไอพ่น ซึ่งดูได้จากการออกแบบฝาครอบห้องโดยสาร ซึ่งเปิดขึ้นด้านบน ขณะที่ภายในห้องโดยสาร มีการจัดเรียงอุปกรณ์คล้ายกับสิ่งที่อยู่ในเครื่องบินไอพ่น เช่นเดียวกับตัวพวงมาลัยที่ออกแบบให้ก้านทั้ง 2 ฝั่งคล้ายกับคันโยก หรือ Joystick ราคา 3 ล้านดอลล่า9. Lamborghini Veneno
เปิดตัวโฉมหน้าอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมรถยนต์ระดับโลก Geneva Motor Show 2013 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับ "Lamborghini Veneno" ซูเปอร์คาร์ค่าตัวแพงลิบลิ่วซึ่งมีราคาเปิดตัวสูงถึง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 112 ล้านบาท) แถมผลิตเพียงแค่ 3 คันในโลกเท่านั้น!! ทั้งนี้ Veneno รุ่นดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบ 50 ปีของทางค่ายแลมบอร์กินี่ โดยชื่อรุ่นนั้นมาจากชื่อของวัวกระทิงนักสู้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความดุร้ายและมีความแข็งแรง ซึ่งคร่าชีวิตมาทาดอร์ไปแล้วหลายรายเมื่อปี 1914 ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสื่อให้เห็นถึงความทรงพลังของตัวรถนั่นเอง โดยเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว คงพูดได้ว่ามันดูปราดเปรียวและดุดันสมชื่อจริง ๆ ตัวรถหลายจุดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ขุมพลังของ Veneno ใช้เครื่องยนต์ V12 ความจุกระบอกสูบ 6.5 ลิตร วิ่งด้วยกำลังแรงสูงสุดถึง 750 แรงม้า มาพร้อมกับระบบเกียร์ ISR 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 2.8 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 355 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะครอบครอง Lamborghini Veneno รุ่นนี้แล้วล่ะก็ คงต้องขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะรถทั้ง 3 คันที่มีการผลิตออกมานั้นถูกจับจองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว10. Lamborghini Veneno Roadster
หลังจากที่ Lamborghini เปิดตัว Veneno ก่อนหน้านี้ที่งานเจนีวามอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา Veneno ที่ได้เปิดตัวในครั้งนั้นสร้างความฮือฮาแก่เหล่าผู้เข้าชมงานและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก และทั้งสามคันได้ถูกขายและจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เชื่อว่าวันนี้ผู้ที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลออกจากกระเป๋าวันนั้นคงจะเสียใจเมื่อได้ยินข่าวนี้ เพราะทาง Lamborghini ยืนยันว่าจะมีการผลิต Veneno Roadster และได้เผยรูปร่างหน้าตาอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว แต่จะผลิตจำนวน 9 คันเท่านั้น แน่นอนว่าราคาสำหรับผู้ที่อยากเป็นเจ้าของต้องมีการจ่ายเพิ่มจากรุ่นคูเป้แน่นอน หลังจากที่ได้มีข่าวรั่วไหลออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการผลิต Veneno Roadster ตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะมีการผลิตออกมาแน่นอน แต่จะผลิตออกมาเพียง 9 คันเท่านั้น ราคาค่าตัวอยู่ประมาณคันละ $4,400,000 ความแตกต่างของ Veneno Roadster จากรถทั่วไปมีมากมายเหลือเกิน แต่ที่โดดเด่นคือ ห้องคนขับจะเหมือนกับห้องนักบินที่เปิดโล่ง ส่วนเรื่องความเร็วสูงสุดอยู่ระดับเดียวกับรุ่นคูเป้ประมาณ 355 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะใช้เวลา 2.9 วินาที (ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 0.1 วินาที จากรุ่นคูเป้ น่าจะเป็นเพราะรถมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง)
ติดตามเราได้ทาง Youtube : รู้ไว้ใช่ว่า https://youtu.be/kmNwuAt80OI
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น